รวมข้อมูลเกี่ยวกับ การหางาน การสร้างรายได้ทางNet และ ธุรกิจ สำหรับผู้ที่ อยากหางาน

Worapong Premrit

Worapong Premrit

สวัสดีครับ ผม วรพงษ์ นะครับ

ตอนนี้ผมได้เปิดโอกาส ให้ทุกๆท่านสามารถที่จะศึกษาธุรกิจ

เป็นธุรกิจที่น่าประหลาดใจมากๆเลยครับ คาดไม่ถึงจริงๆว่าจะมีแบบนี้ด้วย

ทุกๆท่านสามารถศึกษาได้เลยนะครับ ที่ www.saves.ws

ด่วน…! เลยนะครับ เวลาไม่คอยใครจริงๆ ถ้าโอกาสนั้นมันตรงจริงๆ

แค่ไม่เปิดรับโอกาส จะทำให้ทุกๆท่านรู้สึกเสียดายเวลาไปเลยครับผม

แบบว่า “ถ้าทำตั้งแต่แรก รวยไปนานแล้ว” แต่ไม่ต้องรีบมากนะครับ

เพราะประเด็นหลักมันอยู่ที่เนื้อหาที่ผมรวบรวมมาอย่างน่าตกใจเลยทีเดียว

ข้อมูลและแนวคิดนี้ เป็นของจริงทุกอย่างนะครับ ศึกษาได้จากด้านล่างเลย

ก่อนอื่นเลย ผมก็ต้องขอขอบคุณ ทุกท่านจริงๆนะครับ ที่สละเวลา เข้ามาศึกษาข้อมูล ที่ผมรวบรวมมา

เห็นแบบนี้ผมก็หายเหนื่อยแล้วครับ

เนื้อหาที่ผมรวบรวมมานี้ ผมจะเขียนแค่หน้าเดียวเท่านั้นนะครับ ผมไม่อยากให้ข้อมูลที่ผมอุตส่าห์รวบรวมมาได้เสียเปล่า

ผมอยากให้ทุกท่านได้อดทนอ่านให้จบ มันจะเป็นประโยชน์แก่ท่านเองครับผม

เริ่มจาก งานทั้ง 4 ประเภท (ESBI) เลยแล้วกันนะครับผม ซึ่งได้แก่

1. E (Employee) – ลูกจ้าง

2. S (Self-employed) – ทำธุรกิจส่วนตัว

3. B (Business Owner) – เจ้าของธุรกิจ

4. I (Investor) – นักลงทุน

เห็นแบบนี้บางท่านพอจะคุ้นๆกัน บางท่านถึงกับ “งง” เลยว่ามันคืออะไร ผมจะอธิบายให้ก็แล้วกันครับ

E (Employee) – ลูกจ้าง

ทุกคนคงน่าจะพอทราบกันดีนะครับ ว่ารายได้จากกลุ่มนี้เนี่ย ก็คือ ค่าจ้าง หรือ เงินเดือน เช่น แพทย์ที่ทำงานในโรงพยายาล ฯลฯ แพทย์จะได้รับรายได้เป็น ค่าจ้างหรือเงินเดือน นายจ้างจะเป็นผู้กำหนดรายรายได้ เพราะฉะนั้น คนกลุ่มนี้จะมีรายได้อย่างจำจัด กรณีที่จะต้องการรายได้เพิ่ม ก็จะต้องทำ OT หรือที่เรียกกันว่า งานล่วงเวลานั่น เอง

S (Self-employed) – ทำธุรกิจส่วนตัว

คนกลุ่มนี้จะใช้ เวลา แลกกับเงิน รายได้จะมาจากกำไรในการทำธุรกิจ คนกลุ่มนี้ก็มีรายได้อย่างจำกัดเช่นกันครับ เช่น แพทย์ที่เปิดคลินิก ฯลฯ อ่าว!! รายได้จำกัดอีกแล้วหรอ จำกัดยังไง เวลาที่แพทย์ปิดคลีนิกเนี่ย แพทย์ก็จะไม่มีกำไรจากการทำธุรกิจ เมื่อต้องการรายได้เพิ่ม ก็จะต้อง เปิดคลินิก อาจจะเปิดเป็นวันอาทิตย์ หรือวันหยุดนักขัตฤกษ์เพิ่มก็ได้ครับ

B (Business Owner) – เจ้าของธุรกิจ

การเป็นเจ้าของธุรกิจ จะได้รับผลจากการดำเนินธุรกิจ เช่น แพทย์ที่เป็นเจ้าของโรงพยาบาลครับ แพทย์ที่เป็นเจ้าของโรงพยาบาลจะจ้าง แพทย์ทั่วๆไปมาทำงานในตำแหน่งต่างๆ มาทำงานในโรงพยาบาล และจ้างผู้บริหารเก่งๆ มาดูแลให้ครับ

รายได้ของเค้าจะไม่จำกัด เพราะถ้าเค้าไม่ทำงาน ก็ยังมีแพทย์คนอื่นๆ ทำงานให้อยู่ แบบนี้ก็ดีหละสิครับ!!

I (Investor) – นักลงทุน

นักลงทุน จะได้รับผลตอบแทนจากการลงทุน ซึ่งกลุ่มคนเหล่านี้จะใช้เงินในการทำงาน แทนตนเอง รายได้ของคนกลุ่มนี้

จะมาจากการปันผลดอกเบี้ย ยกตัวอย่างเช่น สมมุติว่า อัตราดอกเบี้ยเงินฝากในธนาคาร ตกอยู่ 5% ต่อปี

เมื่อนักลงทุน นำเงินไปฝากไว้ 50ล้าน ปีนึง นักลงทุนเหล่านั้นจะได้รับเงิน 2ล้าน5แสน หรือ ประมาณ 2แสนบาท ต่อเดือน ยอดไปเลยใช่ไหมครับ นี่แค่เป็นตัวอย่างเดียวเท่านั้นนะครับ เพราะนักลงทุนจะมีหลายแบบมาก แต่ผมขอยกตัวอย่างแค่นี้ก่อนแล้วกัน เดี๋ยวมันจะยืดยาว และ ทุกๆท่านเคยแปลกใจไหมครับ ว่าทำไมคนรวยๆ อย่างคุณนาย คุณหนู ที่เป็นเศรษฐี

ไม่ทำงานก็มีเงิน ไม่ต้องแปลกใจกันแล้วครับ คนรวยๆเหล่านั้นก็คือคนกลุ่ม I นั่นเอง เค้าจะไม่ลงมาทำงานด้วยตัวเองครับ

เค้าจะใช้เงินของเค้ามาทำงานแทน คิดง่ายๆครับ ว่าถ้าใครอยู่กลุ่ม I ก็คือคนที่ใช้เงินทำงานแทนครับ

พออ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ทุกท่านก็พอจะมีความรู้เกี่ยวกับ งานทั้ง 4 ประเภทแล้วนะครับ ทุกท่านจะสังเกตง่ายๆเลยว่า

คนกลุ่ม E และ S เนี่ย จะมีรายได้ที่จำกัด เพราะทำงานเพียงลำพัง เมื่อหยุดทำงาน รายได้ของเค้าก็จะไม่เกิดขึ้น

ส่วนคนกลุ่ม B และ I เนี่ย จะมีรายได้ที่ไม่จำกัด เพราะทำงานกันเป็นทีม เมื่อเราหยุดทำงาน แต่ทีมงานไม่ได้หยุดทำงาน

สุดยอดไปเลยใช่ไหมครับผม ^ ^

และก่อนที่เราจะพบกับหัวข้อต่อไป ซึ่งเป็นหัวข้อที่เกี่ยวเนื่องกับชื่อบล็อกที่ผมสร้างขึ้นมาเลยนะครับ

เราก็จะมาดู สถิติ กลุ่มคนทำงาน ทั้งหมดคิดเป็น 100% ก่อนเลยดีกว่าครับ

ผมจะวงเล็บกำกับให้ด้วยนะครับ ว่ากลุ่มไหนเกี่ยวเนื่องกับ ESBI เพราะทุกๆท่านพอจะมีความรู้เกี่ยวกับ ESBI กันแล้ว

5% เป็นเจ้าของกิจการ (B,I)

15% ทำงานอิสระ (S)

และ 80% ลูกจ้าง (E)

ซึ่งสรุปคร่าวๆแล้ว E = 80% S,B และ I =20%

เห็นไหมครับ คนที่รวยมาจากการเป็นเจ้าของกิจการ ซึ่งเป็นกลุ่มคนส่วนน้อยมากๆเลย ^ ^

ทีนี้เราก็ไปพบกับหัวข้อที่เกี่ยวกับเนื้อหาหลักๆของหน้านี้กันเลยนะครับ

ซึ่งทุกๆคนสามารถเลือกได้เลยนะครับ ว่าอยากหางานแบบไหนกัน

หางาน ทั้ง 3 แบบ (หัวข้อนี้ผมก็จะกำกับ ESBI ให้เหมือนกันนะครับ)

1.งานประจำ (มีรายได้ทุกๆเดือน เป็นรายได้ที่จำกัด) E

2.การสร้างรายได้ทางNet (มีรายได้แค่ก้อนเดียว เป็นรายได้ที่ไม่จำกัด) E,S

3.ธุรกิจ (มีรายได้ทุกๆเดือน เป็นรายได้ที่ไม่จำกัด) S,B

ทุกๆท่านคงแปลกใจแล้วใช่ไหมครับ ว่าทำไม การสร้างรายได้ทางNet ซึ่งเป็นรายได้ที่ไม่จำกัด ถึงกำกับด้วย E,S

และธุรกิจ ซึ่งก็เป็นรายได้ที่ไม่จำกัด ถึงมี S กำกับไว้ด้วย ซึ่งมันขัดแย้งกับ เนื้อหา ESBI ที่ผมอธิบายไว้ก่อนหน้านี้

(จริงๆแล้ว ในหัวข้อ หางาน ซึ่ง 2 ข้อย่อยหลังเนี่ย มันมีหลายแบบครับผม เดี๋ยวผมจะค่อยๆ อธิบายทีละข้อน้า)

1.งานประจำ (มีรายได้ทุกๆเดือน เป็นรายได้ที่จำกัด) E

ก่อนที่ผมจะอธิบาย เราไปพบกับ สถิติที่สำรวจ ในปี 2550 ก่อนเลยดีกว่าครับ

เงินเดือนผู้จบการศึกษาระดับปริญญาตรี แบ่งตามกลุ่มอาชีพ (สำรวจปี 2550)

ขอออกตัวไว้ก่อนเลยนะครับผม ว่าอาชีพจาก สถิตินี้ สามารถที่จะทำงานในรูปแบบ ESB ได้นะครับ

กลุ่มที่1

ผู้ ที่มีบุคลิกภาพนี้ จะชอบกิจกรรมที่ต้องใช้พละกำลัง ชอบงานกลางแจ้ง กิจกรรมที่ไม่สลับซับซ้อน กิจกรรมเกี่ยวกับสิ่งของ เช่น เครื่องจักรกล ขาดทักษะในการสร้างสัมพันธระหว่างบุคคล หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ต้องสังคมกับบุคคลอื่นชอบเป็นจุดสนใจของผู้อื่น ค่อนข้างก้าวร้าว มีลักษณะเป็นชาย มีค่านิยมทางเศรฐกิจและในรูปแบบที่มีระเบียบแบบแผน ยึดถือประเพณีนิยม

- วิศวกรโยธา 12,000 – 18,000

- วิศวกรอุตสาหการ 12,000 – 18,000

- วิศวกรเครื่องกล 12,000 – 15,000

- นักเทคโนโลยีทางการศึกษา 7,000 – 8,000

- นักกายภาพบำบัด 7,000 – 7,500

กลุ่มที่ 2

ชอบ คิด สังเกต วิเคราะห์ สังเคราะห์ วิจารณ์อย่างมีเหตุผล ชอบแก้ปัญหา ชอบใฝ่หาความรู้มีหลักการ ชอบทำงานที่สลับซับซ้อนมากกว่าเป็นผู้ลงมือทำ ไม่ยึดติดประเพณีนิยม หลีกเลี่ยงการค้า การชักชวนเข้าสังคมและการเลียน

- ผู้วางแผนการผลิต 25,000 – 50,000

- เภสัชกร 15,000 – 18,000

- ศัลยแพทย์ 15,000-16,000

- จิตแพทย์ 15,000 – 16,000

- วิสัญญีแพทย์ 15,000-16,000

- จักษุแพทย์ 15,000-16,000

- สัตวแพทย์ 15,000-16,000

- ผู้บริหารระบบข่าวสาร 12,000 – 16,000

- นักวิเคราะห์ระบบงานคอมพิวเตอร์ 12,000 – 16,000

- นักเคมี 12,000 – 15,000

- นักชีววิทยา 12,000 – 15,000

- ทันตแพทย์ 12,000 – 15,000

- นักเทคนิคการแพทย์ 12,000 – 15,000

- วิศวกรไฟฟ้า 12,000 – 15,000

- นักเศรษฐศาสตร์ 9,500 – 12,000

- นักวิจัย 9,000-12,000

- นักฟิสิกส์ 9,000-12,000

- นักสถิติ 8,000-12,000

- นักจิตวิทยา 7,500-15,000

- ผู้เขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 7,000-12,000

- นักวิเคราะห์การตลาด 7,500

- นักรังสีเทคนิค 7,000

กลุ่มที่ 3

ชอบ กิจกรรมเกี่ยวกับนามธรรม เป็นอิสระ รักความงาม มีความเป็นตัวของตัวเองสูงชอบใช้ชีวิตและกิจกรรมแบบตามลำพัง ไม่ค่อยควบคุมตัวเอง มักทำตามใจที่ปรารถนา มีความต้องการแสดงออกถึงลักษณะของตนเอง ชอบทางศิลปะ ไม่ชอบเลียนแบบ มีความคิดริเริ่ม หลีกเลี่ยงงานประเภทใช้ระเบียบแบบแผน

- สถาปนิก 15,000 -20,000

- มัณฑนากร 15,000 – 20,000

- นักเขียนประกาศโฆษณา 10,000-12,000

- ผู้จัดการฝ่ายโฆษณา 10,000

- ภูมิสถาปนิก 10,000

- นักออกแบบเครื่องเฟอร์นิเจอร์ 10,000

- นักออกแบบแฟชั่น 9,000 – 10,000

- นักประชาสัมพันธ์ 9,000 บาท -15,000

- สื่อข่าว 8,500 -10,000

- นักหนังสือพิมพ์ 8,500 -9,000

- นักออกแบบเครื่องประดับ 8,000 – 10,000

- นักออกแบบเว็บไซต์ 7,000-12,000

- นักออกแบบบรรจุภัณฑ์ 7,000-9,000

กลุ่มที่ 4

ชอบ ติดต่อกับคน ชอบสนทนา ชอบให้ความรู้สอนผู้อื่น ชอบแสดงตัว ร่าเริง มีความรับผิดชอบ มีทักษะทางภาษา ต้องการความสนใจ ชอบช่วยเหลือผู้อื่น มีลักษณะเป็นหญิง หลีกเลี่ยงการใช้ความคิดทางปัญญา มักแก้ปัญหาโดยคำนึงถึงความรู้สึก หลีกเลี่ยงงานที่เกี่ยวกับเครื่องยนต์ หรือทางวิทยาศาสตร์

- พยาบาล 13,900

- นักจัดรายการวิทยุ 10,000

- เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล 7,500 – 8,500

- ครู-อาจารย์ 6,500 – 7,000

- นักสังคมสงเคราะห์ 6,360 -7,000

กลุ่มที่ 5

จะ มีลักษณะของความเป็นผู้นำ มีความคิดริเริ่ม มีความเชื่อมั่นในตัวเอง กล้าโต้แย้ง กล้าได้กล้าเสีย พร้อมที่จะทดลอง มีความเป็นอิสระ มีความสนใจอำนาจ มีความก้าวร้าวทางวาจา มีทักษะในการเจรจา มักหลีกเลี่ยงสภาพการณ์ที่ต้องใช้กำลังทางปัญญาอันยาวนาน ไม่ชอบกิจกรรมที่เป็นระเบียบแบบแผน

- ที่ปรึกษาทางกฎหมาย 50,000 – 100,000

- ผู้พิพากษา 14,850 – 16,020

- ทนายความ 8,500-10,000

กลุ่มที่ 6

ชอบ กิจกรรมที่เป็นรูปธรรมและกิจกรรมทางภาษา ยึดประเพณี ชอบทำตามระเบียบแบบแผนมากกว่าการริเริ่มด้วยตนเอง เป็นพวกวัตถุนิยม และเจ้าระเบียบ ไม่ยืดหยุ่น ชอบการเป็นผู้ใต้บังคับบัญชา ชอบเลียนแบบ เป็นผู้ตาม

- เจ้าหน้าที่ควบคุมคุณภาพ 15,000

- สมุห์บัญชี 12,000-18,000

- ผู้ตรวจสอบบัญชี 12,000 – 18,000

- ผู้ประเมินทรัพย์สิน 10,000

- พนักงานบัญชี 9,500

และขอออกตัวอีกนิดนึงนะครับ กรณีที่บางท่านเนี่ยแปลกใจว่า ทำไมถึงไม่สามารถทำงานในรูปแบบ I ได้นะครับ

อย่างที่ผมกล่าวไว้ ว่ารูปแบบ I เนี่ย เค้าจะไม่ลงมาทำงานด้วยตัวเอง เค้าจะใช้เงินในการทำงานนะครับ ซึ่งอาชีพในสถิตินี้

เป็นตำแหน่งเฉพาะ ซึ่งตำแหน่งเหล่านั้น จะต้องทำงานตามหน้าที่ของแต่ละอาชีพ ^ ^

เครดิต จาก …magazine online โดยหนุ่มสาวชาว =Neo=

ทุกๆท่านก็ได้พบกันไปแล้วนะครับ กับสถิติที่ผมให้ดู บางคนก็คิดเลยว่าจะเลือกทำงานอะไรดีเยอะแยะไปหมด

ในงานแบบที่ 1.งานประจำ นะครับผม

มีรายได้ทุกๆเดือน แน่นอนครับ เพราะลูกจ้างกับนายจ้างได้ทำข้อตกลงกันไว้แล้ว กับค่าจ้างประจำเดือนนั้นๆครับ

ซึ่งอย่างที่ผมบอกครับ ดำเนินงานอยู่เพียงลำพัง ทำให้มีรายได้อย่างจำกัด

แต่การทำงานประจำมีความเสี่ยงที่ว่า นายจ้างจะยื่นซองขาวเพื่อให้ออกจากงาน เมื่อไหร่นั่นเอง

ซึ่งวัฏจักรของงานประจำมีดังนี้ครับผม (เป็นข้อมูลจริงๆที่พิสูจมาแล้ว)

การทำงานประจำ จะมีพัฒนาการเป็นขั้นบันไดครับ

เช่น จากคนงาน เป็น หัวหน้าคนงาน จนถึงตำแหน่งสูงสุดตามความเหมาะสม

เมื่ออายุ 60 ก็จะแก่ตัวลง หมดอายุการทำงาน บริษัทก็จำเป็นที่จะยื่นซองขาว เพื่อรับคนงานใหม่ไฟแรงกว่าครับผม ^ ^

2.การสร้างรายได้ทางNet (มีรายได้แค่ก้อนเดียว เป็นรายได้ที่ไม่จำกัด) E,S

จากประสบการณ์ในการสร้างรายได้ทางNet นะครับผม

ก็จะมีประมาณ 75%-85% เลยนะครับ ที่ไม่จ่ายเงินจริงๆ หรือที่เรียกกันทั่วๆไปว่าหลอกลวง

จนทำให้ใครหลายๆคน กลัวกับการสร้างรายได้ทางNet กันไปตามๆกันเลยครับผม

เช่น คลิ๊กโฆษณา ที่เราทราบกันอย่างแพร่หลาย หรือไม่ว่าจะเป็นการให้เราไปอ่านอีเมลย์บ้าง ฯลฯ

ซึ่งที่ว่ามีรายได้ที่ไม่จำกัดเนี่ย เพราะว่าการสร้างรายได้ผ่านNet บางแห่ง จะมีการทำงานแบบทีมด้วย

ซึ่งเราสามารถที่จะสร้างรายได้มากเท่าไหร่ก็ได้ ทำมากได้มาก ทำน้อยได้น้อย และเมื่อทีมทำงาน

เราก็จะได้ค่าลิขสิทธิ์จากทีม ซึ่งมีรายได้แค่ก้อนเดียว เนื่องมาจากว่า เราจะต้องหาทีมงานตลอดเวลา ไม่มีวันจบสิ้น

เมื่อไม่หา เราก็ไม่ได้รายได้ เพราะฉะนั้น ถ้าเราไม่ทำงาน รายได้ก็จะไม่เกิดขึ้น และที่สำคัญ บางแห่งเนี่ย เค้าจ้างเราทำงาน

นี่เป็นสาเหตุที่เราตกอยู่ใน กรณี E ไงครับ และรายได้ที่เกิดขึ้นเนี่ย ก็น้อยเอามากๆ ไม่คุ้มกับการทำงานจริงๆ

3.ธุรกิจ (มีรายได้ทุกๆเดือน เป็นรายได้ที่ไม่จำกัด) S,B

ธุรกิจจะแบ่งเป็น 2 แบบนะครับผม คือ

1.ธุรกิจแบบ S และ

2.ธุรกิจแบบ B

ธุรกิจในรูปแบบ S เนี่ย (ขอยกเว้นไว้แบบ นึงนะครับ เนื่องจากว่า จะมีรายได้แค่ก้อนเดียว)

เนื่องจากว่า รายได้ของธุรกิจแบบ S จะมาจากการขายครับ เมื่อหยุดขาย รายได้ก็จะไม่เกิดขึ้น สมมุติว่าผมทำธุรกิจนึงนะครับ ลงทุน 2800 บาท ค่าลิขสิทธิ์ของธุรกิจ ซึ่งจะต้องซื้อสินค้าเพิ่มอีกต่างหาก แต่คนที่ทำธุรกิจแบบ S จะซื้อในราคาที่ถูกลง เช่น ลดจากราคา 25% เพื่อที่จะขายสินค้าในราคาเต็ม แล้วส่วนที่เหลือก็คือ กำไรจากการทำธุรกิจ และถึงแม้ว่า จะขยายสาขาได้

ก็จริง แต่เค้าก็จะต้องออกไปดูแล ควบคุมแต่ละสาขาเอง ซึ่งเราจะไม่สามารถที่จะหยุดการทำงานแบบนี้ได้เลย เหมือนแพทย์ที่เปิดคลินิก แล้วขยายสาขา ซึ่งเค้าก็จะต้องออกไปควบคุมดูแลแต่ละสาขาเอง พูดง่ายๆ ก็คือเป็นการจ้างตัวเองนะครับ

ซึ่งต่างจาก ธุรกิจแบบ B ที่เค้าจะจ้างผู้บริหารเก่งๆมาดูแล และเค้าก็จะได้ไม่ต้องมาควบคุมดูแลเอง อย่างที่ผมได้กล่าวเอาไว้

ธุรกิจในรูปแบบ B ครับผม

เป็นธุรกิจที่สามารถที่จะขยายสาขาได้ เราจะได้รับค่าลิขสิทธิ์จากสาขานั้นๆทุกๆเดือน เมื่อเราหยุดทำงาน

เราก็ยังจะได้รับค่าลิขสิทธิ์ ทุกๆเดือน ถึงเป็นรายได้ที่ไม่จำกัดไงครับผม ^ ^

สมมุติว่า ผมทำธุรกิจนึง ซึ่งเป็นแบบ B ต้องลงทุนประมาณ 150,000บาท เราจะได้กำไรจากการขายด้วย + กับการขยายสาขา ซึ่งค่าลิขสิทธิ์แต่ละสาขา จะมีอยู่ 5% ซึ่งถ้าเดือนนั้นสาขาแห่งหนึ่ง ทำกำไรได้ 50,000บาท ค่าลิขสิทธิ์ที่เราจะได้คือ 2500บาท (5%) นั่นเอง ^ ^ นี่!! แค่สาขาเดียวเท่านั้นนะครับ เราสามารถขยายสาขาได้ หลายๆสาขา ตามแผนการตลาด

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ทุกๆท่านก็จะพอทราบกันแล้วนะครับ ว่ารูปแบบงานใด เหมาะสม รูปแบบใดไม่เหมาะสม บางท่านก็เลือกได้แล้ว บางท่านก็เลือกไม่ได้ เนื่องจากว่า กลัวโดนยื่นใบลากออกบ้าง (งานประจำ) กลัวเหนื่อยตลอดเวลา ไม่สามารถหยุดทำงานได้ ไม่คุ้มกับการทำงาน (การสร้างรายได้ทางNet) ลงทุนสูงเกินไป ไม่มีเงินจะลงทุน (ธุรกิจ)

ส่วนต่อไปนี้จะเป็น จุดประสงค์ของผมนะครับ ซึ่งจะมี คำถาม-คำตอบ กรณีสำหรับท่านที่แปลกใจนะครับว่า

-ใครคือกลุ่มที่ผมต้องการดึงเค้าเหล่านั้นให้มาดู

กลุ่มที่ต้องการให้ผมช่วยเหลือเกี่ยวกับ การหางาน การสร้างรายได้ผ่านNet และธุรกิจ

-ทำไมทุกๆท่านต้องสนใจสิ่งที่ผมนำเสนอ

ทุกๆท่าน ต้องถามตัวเองก่อนนะครับ ว่าทุกๆท่านเนี่ย ต้องการอะไรจากการเรียนรู้ในหน้านี้

ซึ่งทุกๆท่านต้องการ ที่จะมีอิสรภาพทางการเงิน + กับอนาคตที่สดใสไม่ใช่หรอครับ

ส่วนต่อไปจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับอิสรภาพทางการเงินนะครับ

การที่จะมีอิสรภาพทางการเงินเนี่ย คือเราสามารถที่จะใช้เงินได้อย่างอิสระ ไม่ว่าเราจะไปเที่ยว ซื้อของ

เราจะไม่มีความกังวลเลย ว่าค่าใช้จ่าย จะจ่ายไปเท่าไหร่ เรียกง่ายๆว่า เท่าไหร่ก็มีจ่ายหมด อิอิ

ผมอยากถามทุกๆท่านนะครับ ว่าทุกๆท่านเนี่ย ต้องการชีวิตแบบไหน

ระหว่าง คนที่เป็นนักกีฬาระดับโลก สามารถที่จะนำเงินไปเรียนต่อได้ ไปลงทุนทำอะไรได้ตามที่เค้าต้องการ

กับคนที่ทำแต่สิ่งเดิมๆ ชีวิตอยู่ในมหาลัย จบมาก็ทำงานประจำ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง

ผมขอยกตัวอย่าง นักกีฬาระดับโลก นะครับ เนื่องจากว่าเป็นคนส่วนน้อย ที่มีอิสรภาพทางการเงิน

แต่เดี๋ยวผมจะอธิบาย เกี่ยวกับวิธีสร้างอิสรภาพให้ครับ

ซึ่งสำหรับคนที่ต้องการใช้ชีวิตแบบ นักกีฬาระดับโลก ก็มาศึกษาวิธีสร้างอิสรภาพทางการเงินต่อเลยนะครับผม

การที่จะสร้างอิสรภาพทางการเงิน ส่วนใหญ่เลยนะครับ มาจาก รายได้จากสินทรัพย์

รายได้จากสินทรัพย์เป็นรายได้ที่เราจะได้รับ ทุกๆเดือนเลยนะครับผม

เช่น (รายได้จากดอกเบี้ย+เงินปันผล) ฯลฯ

ซึ่งลู่ทางและวิธีในการสร้างอิสรภาพทางการเงินของผมนะครับมี ดังนี้

ผมขอแบ่งรายรับ-รายจ่าย ออกเป็น 3 ส่วนนะครับผม คือ

รายรับ 2 ส่วน

รายรับจากสินทรัพย์ กับ รายรับจากเงินเดือน

รายจ่าย 1 ส่วน

ก็คือรายจ่ายที่เราต้องจ่ายทุกๆเดือนแหละครับผม ไม่ว่าจะเป็น ค่าน้ำ ค่าไฟ เป็นต้น

สมมุติ ให้รายรับจากสินทรัพย์เป็น 0 นะครับ

รายรับจากเงินเดือน เป็น 1หมื่น บาท

รายจ่าย 8000บาท ต่อเดือน

เป้าหมายของเราก็คือ ต้องทำให้รายรับจากสินทรัพย์ มากกว่ารายจ่ายของเรานะครับผม

หลายท่านแปลกใจว่า ในเมื่อเงินเดือนของเรา ก็มากกว่ารายจ่าย ตั้ง 2000 ทำไมเราถึงไม่มีอิสรภาพสักทีหละ

ก็เพราะว่า รายรับจากเงินเดือนเป็นรายรับที่ไม่มั่นคงไงหละครับ ถ้าอยู่ๆวันนึง เราโดนยื่นซองขาวให้ลาออกขึ้นมา

จะทำอย่างไรหละครับ

เราจึงต้องสร้างรายรับจากสินทรัพย์ให้มากกว่ารายจ่าย เพราะเป็นรายรับที่มั่นคง และทุกๆเดือน เมื่อเราโดนยื่นซองขาว

เราก็ไม่ต้องกังวลว่าเราจะไม่มีเงินใช้กัน

ต่อจากนี้ไปเราก็มาพบกับ Idol ของผมบ้างนะครับผม บางท่านก็อาจจะมี Idol เป็นคนตนเองกันแล้ว

ซึ่ง Idol ที่ผมจะนำเสนอ เป็นบุคคลที่สร้าง รายได้จากสินทรัพย์ครับ

………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………

รายได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3หมื่น ผู้ที่จบปริญญาตรีใหม่ๆ ยังสู้ไม่ไ้ด้เลยนะครับเนี่ย

รายได้เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 3หมื่น ผู้ที่จบปริญญาตรีใหม่ๆ ยังสู้ไม่ไ้ด้เลยนะครับเนี่ย

Idol

Idol

Idol ท่านแรก

Idol คนนี้นะครับ สร้างรายได้จากสินทรัพย์

เฉลี่ยไม่ต่ำกว่า 30,000บาท เป็นรายได้ที่ Idol ของผมจะได้ทุกๆเดือนนะครับผม

ซึ่งเป็นรายได้ที่ มากกว่าผู้ที่จบปริญญาตรีใหม่ๆ อีก น่าอิจฉาสุดๆ

Idol ผมจบ แพทย์ศาสตร์ มหิดล (โรงพยาบาลศิริราช) เกียรตินิยม อันดับ 1

หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต (กายอุปกรณ์)

แต่ Idol ของผม ตัดสินใจที่จะสร้างอิสรภาพทางการเงิน

ซึ่งเป็นที่น่าประทับใจให้กับผมสุดๆ ^ ^

………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………

Idol คนที่2

Idol คนที่2

Idol คนที่2

Idol คนที่2

Idol ท่านที่2

Idol ของผมคนนี้นะครับ ทำธุรกิจประมาณ 18 เดือน

สามารถมีรายได้ ไม่ต่ำกว่า 1,000,000บาท ต่อเดือน โอ้ว!! ฟังไม่ผิดหรอกครับ

เดือนละไม่ต่ำกว่า 1,000,000บาทต่อเดือนจริงๆ ด้วยรายรับจากสินทรัพย์ของเค้า

ด้วยคติที่ว่า “ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ ถูกออกแบบมาไว้กับคนที่กล้าคิด กล้าทำ”

มีอยู่ช่วงนึงนะครับผม ที่ Idol ท่านนี้ เหลือเวลาอีก 1 ปี ก็จะจบแพทย์

แต่มีสิ่งที่เค้าต้องตัดสินใจว่า ถ้าเค้าออกมาทำธุรกิจ ตอนนี้ เค้าจะได้รับรายได้ เดือนละ 1ล้าน

หรือจะเรียนต่อไป แต่โอกาสแบบนี้จะหมดไป(จะทำธุรกิจ มันต้องต่อเนื่องนะครับ)

แต่ Idol ผม ตัดสินใจที่จะเลือก การรับรายได้ เดือนละ 1ล้าน ซึ่งปัจจุบัน

เค้าได้กลับมาเรียนจนจบแพทย์ แนวคิดของ Idol ท่านนี้ เหนือกว่าคนทั่วๆไปจริงๆ

………………………………………………………………………………………………………………………………

………………………………………………………………………………………………………………………………

Worapong Premrit

Worapong Premrit

เรื่องราวเกี่ยวกับ Idol ของผม ก็หมดลงแล้วนะครับ

ผมก็เป็นอีกคนนึงที่สร้างรายได้จากสินทรัพย์เหมือนกัน

ทุกๆท่าน สามารถไปพบกับการสร้างรายได้ของผมได้เลยนะครับ

โหลดไฟล์หลักฐานการรับเงินได้ที่นี่ครับ www.saves.ws/income.rar

ซึ่ง ณ.ตอนนี้ ผมได้ทำงานอยู่ในรูปแบบ B (Business Owner)

อยู่ในตำแหน่งที่มีรายได้ทุกๆเดือน และเป็นรายได้ที่ไม่จำกัด

และพิเศษสุดๆ ที่ทุกๆท่าน จะสามารถศึกษาธุรกิจดังที่ผมได้กล่าวไว้

www.saves.ws เป็นธุรกิจในรูปแบบ การสร้างธุรกิจทางNet

เน้น!นะครับ ธุรกิจทางNet นะครับ ผมถึงบอกไงครับ ว่าน่าประหลาดใจ

น่าประหลาดใจยังไง ทุกๆท่านเข้าไปศึกษาเองได้เลยครับ

เป็นธุรกิจ รูปแบบใหม่จริงๆ www.saves.ws

สุดท้ายนี้เมื่อทุกๆท่านเข้าไปชมหลักฐานการรับเงินของผม จะสังเกตได้เลยนะครับ ว่ารายได้ที่ผมได้รับนั้น พอๆกับเงินเดือนของผู้ที่จบปริญญาตรีใหม่ๆเลย ผมอายุ 18 เท่านั้นนะครับ ผมเด็กไปหรือเปล่าครับ ที่จะสร้างรายได้แบบนี้ ทุกๆท่านคิดว่า อะไรคือสิ่งที่จะวัดความเป็นเด็ก หรือผู้ใหญ่ได้ อายุหรอครับ เปล่าเลย ส่วนตัวของผม สิ่งที่จะวัดความเป็นเด็ก หรือ ผู้ใหญ่ได้ คือ “แนวคิด” ครับ เพราะฉะนั้น อายุไม่ใช่ตัวบ่งบอกความสำเร็จครับ การที่จะประสบณ์ความสำเร็จได้ ขึ้นอยู่กับ “แนวคิด” +วิธีการ และการลงมือทำครับ ทั้งนี้ผมต้องขอขอบคุณทุกๆท่าน ที่ไม่ให้ข้อมูลที่ผม อุตสาห์รวบรวมมา สูญเปล่านะครับ

ขอบคุณจริงๆครับ

ทุกๆท่านสามารถที่จะนำข้อมูลนี้เผยแพร่แก่ คนอื่นๆ หรือคนที่รู้จักได้ นะครับ

เพื่อเป็นการบอกต่อ ให้หลายต่อหลายคนได้รู้จักเว็บนี้ครับ มันจะเป็นประโยชน์แก่คนที่ได้ศึกษานะครับผม

ถ้ามีอะไรอยากจะมาพูดคุย มาพบกันได้นะครับที่ (MSN) saves.ws@hotmail.com โทรฯ0874974446 (กร้อ)

Tags: , , , , , , ,  

29 Comments

  1. Blog ใหม่ สีสดใสดีครับ ที่สำคัญข้อมูลแน่นปิ๊กเลย
    กว่าจะอ่านจบ ใครอ่านจบอย่าลืม Comment ให้เจ้าของ Blog
    เขาด้วยนะ เออ ขอให้เจ้าของ Blog โชคดี ร่ำรวย ๆ ครับ

    ตอบกลับ

  2. อือ

    เป็น ข้อมูลที่ ดี เหมือนกาน นะ นี้ หะ หะ

    ขอให้ กร้อ หาคน ได้เยอะๆๆ และ ร่ำรวย มากๆๆ นะ

    ตอบกลับ

  3. หาที่คอมเม้นตั้งนาน(ตาถั่วจริงๆเลยเรา) อิอิ
    ใครได้อ่านบทความนี้จะมีมุมมองแนวคิดที่ยาวไกลแน่นอนครับ ^-^
    มนุตย์ชอบลอกเลียนหลายๆอย่างตามกัน ทั้งแนวคิด การกระทำ ฯลฯ
    ลอกเลียนยาจก ก็เป็นยาจก
    ลอกเลียนคนที่เป็นลูกจ้าง ก็เป็นลูกจ้าง
    ลอกเลียนนายจ้าง ก็เป็นนายจ้าง
    ลอกเลียนนักธุรกิจ ก็เป็นนักธุรกิจ
    ลอกเรียนคนรวย ก็เป็นคนรวย

    ***ลอกเรียนคุณกร้อ ก็จะมีเงินเหมือนคุณกร้อครับ 555+ อิอิ โฮ่ๆๆๆ****

    ตอบกลับ

  4. เนื้อหาดีมากๆๆๆๆๆๆเลยนร้าคุณกร้อ

    ขอให้รวยๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

    ประสบความสำเร็จนร้า

    ขอให้โชคดี

    ตอบกลับ

  5. เนื้อหาดีมากเลยครับพี่กร้อ อายุไม่ใช่ตัวบ่งบอกถึงความสำเร็จ มันก็จริงครับ
    อยู่ที่แนวคิด
    ขอให้พี่กร้อประสบความสำเร็จด้วยนะครับ

    ตอบกลับ

  6. พี่โอ๊ท

    โห เก่งนะนี่กร้อ

    ข้อมูลแน่นมาก แต่ว่าคนที่เค้าขี้เกียจอ่านก็คง มี ลองเพิ่มเติมพวก วีดีโอ ลิ้งค์เข้าไปด้วยสิ

    ตอบกลับ

  7. อ่อ ผมก็คิดว่าจะใส่อยู่เหมือนกันครับ

    แต่กะว่าจะไว้ใส่ วิดีโอ ในหัวข้อต่อไปอะครับ

    ขอบคุณสำหรับ ข้อชี้แนะนะครับผม ^ ^

    ตอบกลับ

  8. เนื้อหาดีๆ แจ๋ม ม

    จะได้เปนข้อคิด สำหรับคนรุ่นใหม่่

    ขอให้ประสบความสำเร็จเยอะๆ

    เปนกำลังจัยให้ ฮิ้ว วๆ

    ตอบกลับ

  9. เก่งอะ

    อายุเท่ากันเลย

    เเต่มัยมีความคิดกว้างไกลอย่างนี้

    ตอนเเรกก้อไม่คิดว่ามันจะมีงานอิเตอร์เนตจิงๆๆ(อิอิ คิดว่าหรอกกานเสียอีก)

    เเละก้อไม่คิดนะว่างานมันจะได้เงินเยอะขนาดนี้อะ

    เเต่พอมาลองศึกษาดูรายละเอียดของงาน

    นี้อีกที

    ถึงรู้ว่ามันมีจิง

    เเละก้อของติเวปหน่อยอยากให้

    ตัวหนังสือใหญ่กว่านี้ได้ปะ

    เเล้วตรงคอมเม้นอะ

    อยากให้เเบบว่าไม่ต้องกดก้อเหนคอมเมนเลย

    เอาเเบบนั้นเลยไม่ต้งซ่อนมันไว้หรอก

    เเล้วอยากให้มีไอคอนตัวการ์ตูนน่ารักๆๆอะ

    ดูเเล้วมีสีสันไม่ดูเเก่ดี

    นะตัว

    อิอิ

    ตอบกลับ

  10. ในส่วนของ "คอมเม้น" ผมกำลังคิดอยู่เลยครับ ว่าจะให้มีฟอร์มกรอกแสดงความคิดเห็นไปเลย โดยไม่ต้องกด แอดคอมเม้น
    ส่วน ไอคอน นั้น จะไว้จัดการให้นะครับ

    ยังไงก็ต้องขอบคุณก่อนเลยนะครับ ที่ให้ข้อชี้แนะ
    และจะไว้หาในส่วนที่ต้องแก้ไขให้ครับ

    แต่ถ้าแก้ไขไม่ได้ผมต้อง ขอโทษด้วยนะครับ คงต้องขอปล่อยไว้อย่างนั้น

    ^ ^

    ตอบกลับ

  11. เก่งจริงๆนะครับเจ้าของบล็อก ทั้งเก่งทั้งรวย ขอให้รวยวันรวยคืนนัชะครับ

    หล่อวันหล่อคืนด้วย อิอิ

    จาเข้ามาอ่านข้อมูลเรื่อยๆนะครับ

    จู้ๆ

    ตอบกลับ

  12. โอเค เลย เก่งมาก พี่เม้นหัยแล้วนะ

    ตอบกลับ

  13. เนื้อหาก็ดีนะครับ
    น่าจะมีลิ้งวีดีโอบ้างนะครับพี่กร้อ

    ตอบกลับ

  14. เยี่ยมครับน้องกร้อ ขอให้พัฒนาให้ดีขึ้นเรื่อยๆนะ เอาใจช่วย

    สั้นๆ นะครับ เป้าหมายมีไว้พุ่งชน

    จะเข้ามาใหม่ อัพเดทเว็บบ่อยๆ นะครับ

    ตอบกลับ

  15. เป็นประโยชน์มากเลยนะสำหรับนักธุรกิจอย่างกร้อเนี่ย เจ๋งมากเลยอย่างที่ข้างบนบอกไว้เลยนะ เป้าหมายมีไว้พุ่งชน แต่ระวังนะเตรียมยาและอุปกรณืป้องกันเอาไว้ด้วยจะได้ไม่เจ็บตัว อิอิ…

    ตอบกลับ

  16. ไม่รู้เหมือนกันว่าไอ้ ball ข้างบนเนี่ยมันบอกอะไรเกี่ยวกับที่มันได้อ่านบ้าง!? เหอ…อย่างเนี่ยแหละ

    ตอบกลับ

  17. เพิ่งอ่านจบ เนื้อหาเยอะดีครับ Idol คนที่2 ผมก็ชื่นชมนะครับ รู้จักด้วย อิอิ

    พยายามเข้านะครับ ผมก็จะพยายาม ^^

    ตอบกลับ

  18. โป้ย

    ลองอ่านดูแล้วมีประโยชน์สำหรับคนที่หางานทาง Net มาก

    ยังไงก็ต้องขอบคุณที่ให้คำแนะนำนะจ๊ะ Thank you ^^/

    ตอบกลับ

  19. เนื้อหาที่ใช้ดีครับ ดูน่าเชื่อถือดีมากๆเลยนะครับ แล้วก็เนื้อหาที่เผยแพร่อะ มันทำให้คนทั่วๆไปได้อ่าน แล้วรู้จักธุรกิจมากขึ้นด้วย ทั้งคนที่สนใจและก็คนที่ไม่สนใจในธุรกิจ แต่พอได้อ่านแล้วก็ทำให้รู้สึกว่าการทำธุรกิจนั้นมันก็แตกต่างกันออกไปตามแบบฉบับของมัน อยู่ที่ว่าเราจะเลือกแบบไหน

    ตอบกลับ

  20. เก่งจังค่ะอายุแค่นี้เอง

    ตอบกลับ

  21. ดีอะเนื้อหาดีมากๆเลยข้อมูลปึกมากเลยทำให้คนที่เมาอ่านเข้าใจง่ายด้วย

    อีกไม่นานละนะจะประสบความสำเร็จแน่นอนสู้ๆๆๆต่อไปนะกำลังใจเต็มๆๆๆที่

    ตอบกลับ

  22. *รายได้ที่ได้มาจาก การทำงานโดยเป็นลูกจ้างนั้นเอง รายได้เป็นรายได้ที่ได้จำกัด อีกอย่างในช่วงเศรษฐกิจอย่างนี้แล้ว อย่าว่าแต่ OT เลย แถบทุกที่ไม่ว่าจะเป็นโรงงาน, บริษัท หรือแม้แต่สถานที่ทำงานราชการ แถบจะไม่ค่อยมีโบนัสเลย ถ้าจะมีก็มีน้อยมากเลย ไม่คุ้มกับการทำงานที่ต้องทำทั้งวัน บางคนทำงานประจำ รายได้แทบจะไม่พอใช้จ่ายภายในครอบครัวเลย ขนาดคนโสดแทบจะยังไม่ค่อยพอเลย ยิ่งคนมีครอบครัวยิ่งแล้วใหญ่ ไม่ต้องพูดถึงเลย ไหนจะรายจ่ายในการบริโภค , รายจ่ายค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าจิปะถะต่างๆ นี้ยังไม่รวมหนี้สินที่ยืมอีกนะ ยิ่งถ้ามีลูกอีก ไหนจะค่าเทอมลูกอีก ถ้าโชคยังดีหน่อยคนที่มีบ้านเป็นของตัวเองก็ดีไปอย่าง แต่ถ้าไม่มีบ้านเป็นของตัวเองต้องเช่าห้อง อยู่หละก็ ไม่ต้องพูดถึงเลยอยู่ไม่ค่อยได้หรอกในเศรษฐกิจแบบนี้ ไม่ว่าจะเศรษฐกิจในตอนนี้หรือว่าจะในอนาคตก็ตาม หากว่ารายได้ที่ได้มาถูกจำกัดโดยนายจ้าง หรือ เจ้าของ ย่อมไม่ค่อยมีหนทางในการเก็บออมเงินเลยก็ว่าได้ หนำซ้ำยังต้องกู้ยืมเงินอีก เป็นหนี้ไปกันใหญ่

    *ธุรกิจส่วนตัว รายได้ที่ได้มาจาก ธุรกิจส่วนตัวนั้น ก็เป็นรายได้ที่จำกัดเหมือนที่น้องกร้อบอกนั้นแหละ ยกตัวอย่าง เช่น ฟาร์มหมูละกัน ในตอนแรกอาจจะมีราคาที่สูงก็จริงนะ แต่ว่าหากมีโรคระบาดเกี่ยวกับหมูมาเนี้ย แทบจะส่งออกหรือว่าขายไม่ค่อยได้ จากที่ราคาสูงก็ต้องลดราคาลงอีก ไม่คุ้มกับฟูมฟักเลี้ยงดู ไม่คุ้มกับค่าอาหาร ไหนจะค่าคนงานเลี้ยงดูอีก เรียกได้ว่าหาเจอเหตุการณ์การแพร่เชื้อระบาดจากหมูเนี้ยอาจทำให้ปิดกิจการเลยก็ว่าได้

    *เจ้าของธุรกิจ และ นักลงทุน รายได้ที่ได้รับนั้นปฏิเสธค่าของเงินไม่ได้เลยว่าจะมากแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการบริหารงานของเจ้าของธุรกิจ โดยการลงทุนที่ค่าของการลงทุนเป็นเงิน โดยที่ไม่ต้องทำอะไรเลย เพียงแค่หาคนที่ทำงานเก่งๆมาบริหารงานแทนเรา เราไม่ต้องไปทำงานเลยก็ได้เงินทั้งๆที่เราอาจจะนอนอยู่ที่บ้าน ไปเที่ยวพักผ่อนกับครอบครัว มีเวลาให้ครอบครัวมากขึ้น ไม่ว่าเราจะอยู่ที่เราก็มีรายได้ที่ได้ไม่จำกัด เราไม่ทำงานก็มีคนทำงานให้เราโดยที่เรามีแต่ได้กับได้

    สุดท้ายขอฝากไว้ให้ทุกคนได้คิดนะค่ะว่า
    1.รายได้ที่ได้จำกัดนั้น เพียงพอกับค่าใช้จ่ายที่เราเสียไปหรือไม่
    2.คุ้มมั้ยค่ะกับการทำงานในสถานที่ที่ไม่มีสวัสดิการ ไม่มีโบนัส ไม่มีค่าล่วงเวลา
    3.คุ้มมั้ยค่ะกับการที่ต้องออกไปทำงานทุกวันกลับบ้านจนค่ำมืด โดยที่มีอันตรายรอบด้านในระหว่างทางไปทำงานกับทางกลับบ้าน
    4.คุ้มมั้ยค่ะกับสุขภาพที่อาจจะแย่ลงทุกวันที่ต้องทำงานนั่งหลังคดหลังแข็ง หรือไม่ก็ต้องยืนทั้งวัน
    5.คุ้มมั้ยค่ะกับการทำงานที่ต้องออกไปทำงานทุกวันแต่ว่ารายได้ถูกจำกัดหรือจะคุ้มมั้ยค่ะถ้าต้องอยู่บ้านหรือว่าไปเที่ยวพักผ่อนแต่ว่ารายได้ไม่จำกัด

    ยังไงก็ขอให้ทุกคนที่เข้ามาอ่านคิดให้ดีนะค่ะ ว่าจะตัดสินใจเลือกทางไหน ลองคิดตามดูนะค่ะ -*-

    ******************************************************************

    *** พี่ว่าจะเพิ่ง วีดิโอ เหมือนที่ทุกคนบอกนะ แบบว่า เข้าใจง่ายหนะ แล้วก็เป็นจุดสนใจด้วยนะ -*-
    และต้องขอบอกนะว่า ข้อมูลที่ให้มาแน่นดีนะจ๊ะ เป็นกำลังใจจร้า แล้วก็จะสู้ไปพร้อมๆกันจร้า -*-

    ตอบกลับ

  23. เอ่อลืมไปคร้า ว่า ถ้าคนไหนที่อ่านไม่จบเนี้ย เรียกได้ว่าคุณได้ทำรายได้หายไปแล้วนะค่ะ

    เพราะฉะนั้นอ่านให้จบนะค่ะ แล้วคุณจะรู้ว่าคุณควรจะเลือกสิ่งที่ดีหรือทางเลือกใหม่ในการทำงานของคุณก็ได้ค่ะ

    ถ้าอ่านไม่จบเนี้ยเสียดายแย่เลยค่ะ

    อีกอย่างอ่านแล้วอย่าลืม คอมเม้นติชมเจ้าของ บล็อคหรือน้องกร้อด้วยนะคะ -*-

    ตอบกลับ

  24. ขอบคุณมากเลย สำหรับข้อมูลดีๆที่นำมาแบ่งปัน

    ตอนนี้พี่เป็นอยู่ทั้ง2อย่างเลย คือ ทั้ง
    เป็นทั้ง E (Employee)–ลูกจ้าง และเป็นทั้ง B (Business Owner)–เจ้าของธุรกิจ
    และกำลังจะเป็น I (Investor)ในเร็วๆนี้

    ส่วนที่ภูมิใจและน่าตื่นเต้นสำหรับพี่ ก็คงจะเป็น S (Self-employed) – ทำธุรกิจส่วนตัว
    เพราะเป็นก้าวแรกของการออกมาจาก E
    ตอนนั้น แบ่งเงินจากการเป็น E มาทำกิจการของตัวเอง
    ได้เงินเยอะกว่าการเป็นลูกจ้างอีก แต่ต้อง บริหารเวลาและค่าใช่จ่ายให้ดี ๆ
    ตื่นเต้นสุดๆ เพราะเงินเราทั้งหมดเลย คิดเอง ทำเอง ออกตังค์เอง ถ้าเป็นกระเป๋าคนอื่นคงไม่ได้ทำ
    คือไปขายของ Indy ที่งาน Indy In Town ได้เรียนรู้อะไรมากมาย

    ฝึกวางแผนการเดินทางให้ทันเวลา ฝึกความอึด ต้องแบกของขึ้นBTS จำได้ว่าวันแรกหนักมากๆ
    แขนซ้ายแบก2ถุง แขนขวาแบก2ถุง แถมหลังแบกกระเป๋าเป้ที่แสนหนักและใหญ่อีกหนึ่ง หุหุ

    ช่วงนั้นมีคนมาสัมภาษณ์ตลอด3เดือนแรกเลย ร้านของพี่ได้ลงนิตยสารQawaiiด้วย รู้สึกว่าฮอตมาก
    ถือเป็นประสบการณ์ที่ล้ำค่าในชีวิต

    ส่วนตอนนี้ก็นำเงินจากการเป็น E มาสร้าง Business จะได้เป็นBusiness Ownerไปด้วย
    ซึ่ง Business นี้ดีมากๆเลย เพราะเป็นเครื่องมือที่จะทำให้พี่ก้าวไปสู่การเป็น I ในเร็วๆนี้ ดีใจจัง

    การเป็น

    E (Employee) – ลูกจ้าง … ทำให้พี่สามารถก้าวไปสู่ S ได้
    S (Self-employed) – ทำธุรกิจส่วนตัว … ทำให้พี่รู้จักประสบการณ์ที่หาซื้อไม่ได้
    B (Business Owner) – เจ้าของธุรกิจ … ทำให้พี่ได้ทำในสิ่งที่ชอบ และก้าวไปสู่ I ได้
    I (Investor) – นักลงทุน … ทำให้พี่สามารถเติมคำต่อๆมาได้
    เพราะเรามีอิสรภาพทั้งการเงิน และเวลา

    I ขอเติมคำว่า wish you be success every goals in your life.

    ขอให้กร้อประสบความสำเร็จทุกเป้าหมายชีวิต

    I เป็น I ได้ You ก็เป็น I ได้

    You Can Do. คุณทำได้

    ทุกสิ่ง…มีส่วนดีให้เราได้เรียนรู้

    ตอบกลับ

  25. ดีมากเลยคะ ได้ความรู้เพิ่มขึ้น เป็นประโยชน์ สำหรับคนที่คิดจะทำธุรกิจ GDI ตอนนี้อาจจะลำบาก แต่ในระยะยาว สบายแน่นอนคะ

    ตอบกลับ

  26. ขอบคุณนะจ๊ะที่ทำให้เข้าใจในสิ่งที่ไม่เคยรู้มาก่อน อ่านแล้วเข้าใจดีค่ะ เจ๋งมากกกกกกก

    ตอบกลับ

  27. ขอบคุนมากนะกร้อ อ่านแล้วก้อเข้าใจ คิดอารัยได้มากมายเรยส์ง่า อิอิ

    ตอบกลับ

  28. อะหะสุดยอดครับพี่น้อง อิอิ

    ตอบกลับ

  29. พี่เป็น(Investor)นะตอนเนี่ย

    ตอบกลับ

ใส่ความเห็น